10.22.2558

5 ท่าบริหารสำหรับบรรเทาการปวดคอและหลัง

"ปัญหาไหล่ห่อคอตก" เป็นปัญหาหลักๆที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้งานโทรศัพท์สมาร์ทโฟนหรือแม้แต่ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานได้เช่นกัน



วันนี้เรามีวิธีบริหารคอและไหล่ง่ายๆมาฝากค่ะ 


ท่าที่ 1 : ยืนตรงยกไหล่ขึ้น-ลง ท่านี้ให้ยืนตรงปล่อยแขนลงข้างตัว สบาย ๆ แล้วให้ยกไหล่ขึ้น-ลง ประมาณ 10 ครั้ง โดยเมื่อยกขึ้นให้ค้างไว้นับ 1-5 แล้วปล่อยลง ก่อนจะยกขึ้นใหม่



ท่าที่ 2 : กางแขน พลิกมือสองข้างไปมา ให้ยืนตรงหลังตรง กางแขนสองข้างออกเหมือนท่าบิน แล้วให้พลิกข้อมือโบกมือสองข้างมาข้างหน้า-ไปข้างหลัง นับลมหายใจให้ได้ 5 ครั้ง



ท่าที่ 3 : ปิรามิด ให้เหยียดขาข้างหนึ่งไปข้างหลัง อ้อมแขนทั้งสองข้างไปจับกันด้านหลัง ก้มตัวลง ขาเหยียดตรง สะโพกต้องเป็นมุม นับลมหายใจเข้าออก 3 ครั้ง แล้วเหยียดตัวขึ้น ทำอีกข้าง



ท่าที่ 4 : ย่อเข่าหลังตรง คล้าย ๆ กำลังเตรียมกระโดดลงสระว่ายน้ำ ให้เหยียดแขนไปข้างหน้าขนานกับพื้น ย่อเข่าลงแต่อย่าให้เกิน 90 องศา และให้หัวเข่ายื่นเลยปลายเท้าออกไป นับ 1-2 เหยียดตัวขึ้นแล้วทำซ้ำ 3 ครั้ง



ท่าที่ 5 : เหยียดลำตัวด้านข้าง ให้ยืนตรงแยกขาเท่ากับความกว้างของไหล่ ยกแขนข้างหนึ่งงอข้อศอกจับด้านข้างศีรษะแล้วผลักให้เอนไปอีกด้านจนรู้สึกว่าลำตัวตึง นับ 1-5 แล้วเปลี่ยนมาทำอีกข้าง



ทั้ง 5 ท่าใช้เวลาวันละ 15 นาทีเท่านั้น นอกจากจะช่วยคลายอาการปวดเมื่อยได้แล้ว ยังช่วยให้คุณมีบุคลิกภาพสวย สง่าขึ้น อาการไหล่ห่อคอตกก็จะหายไป..


Cr.  bedtaledidea.blogspot.com/2015/09/5-15.html


-------------------------------------------------------------------------

OSIM uMagic : World’s 1st Magic Hands Massage Technology

uMagic เก้าอี้นวดชั้นยอดที่จะทำให้คุณและสมาชิกในครอบครัวเพลิดเพลินไปกับ
โปรแกรมการนวดล่าสุดจาก OSIM - Magic Hands Massages - 
คุณจะรู้สึกผ่อนคลายเสมือนว่าถูกนวดจากมือคนจริงๆ

Click - Here - For Information

10.15.2558

อาการปวดต้นคอป้องกันได้ ทำยังไงไปอ่านกันค่ะ




         อาการปวดคอมักเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ โดยอาจเกิดจากการกดทับเส้นประสาทและไขสันหลัง หรือการถูกกดทับนาน ๆ จากท่วงท่าชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้อง  โดยเฉพาะคนทำงาน ถ้านั่งในท่าที่ไม่ถูกต้องก็ทำให้เกิดการปวดคอได้ เช่น คนที่นั่งก้มหน้า หรือเงยคอนาน ๆ





         หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มีอาการปวดคอบ่อย ๆ ลองทำตามข้อแนะนำเหล่านี้ดูนะคะ 

         1.  อย่ารีบร้อนลุกจากเตียงนอน หรือเก้าอี้ทันทีทันใด ควรปล่อยให้ไขข้อได้อุ่นเครื่องก่อน

         2.  ควรปรับจอคอมพิวเตอร์ให้ด้านบนของจออยู่ในระดับสายตา หากคุณพิมพ์ระบบสัมผัสได้จะดีเยี่ยม เพราะจะได้ไม่ต้องก้มมองแป้นพิมพ์บ่อย ๆ

         3.  หากคุณคุยโทรศัพท์มือถือควรจะสลับข้างกัน และอย่าใช้วิธีหนีบโทรศัพท์ที่คอเด็ดขาด



         4.  ควรนั่งหลังตรงขณะขับรถ หรือกำลังนั่งทำงาน

         5.   หลีกเลี่ยงการใช้ประเป๋าสะพายที่หนักข้างเดียว ควรใช้เป้หลังแทน

         6.  เวลานอนให้ใช้หมอนรองคอโดยเฉพาะ หรือใช้ผ้าขนหนูพับสอดไว้

         7.  ลองใช้น้ำแข็งมากดนวดบำบัดเวลาปวด หรือใช้กระเป๋าน้ำร้อนก็ได้

         8.  ใช้ท่วงท่าในชีวิตประจำวันให้ถูกต้อง หลีกเลี่ยงการก้มหรือเงยคอนาน ๆ



          ที่สำคัญ หากจำเป็นต้องใช้ยาแก้อักเสบหรือยาคลายกล้ามเนื้อ ต้องเลือกยาที่เหมาะสมและระวังฤทธิ์ข้างเคียงของยา และควรปรึกษาแพทย์ด้วยจะดีที่สุดค่ะ




Cr.  http://health.kapook.com/view54351.html
       http://archive.wunjun.com/bkkbroiler/4/150.html


-------------------------------------------------------------------------

OSIM uMagic : World’s 1st Magic Hands Massage Technology

uMagic เก้าอี้นวดชั้นยอดที่จะทำให้คุณและสมาชิกในครอบครัวเพลิดเพลินไปกับ
โปรแกรมการนวดล่าสุดจาก OSIM - Magic Hands Massages - 
คุณจะรู้สึกผ่อนคลายเสมือนว่าถูกนวดจากมือคนจริงๆ

Click - Here - For Information

10.09.2558

ปวดต้นคอไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อย่าทำเป็นเล่นไปนะคะ

อาการปวดต้นคอเป็นอาการที่พบบ่อย ปวดต้นคออาจะมีสาเหตุจากกล้ามเนื้ออักเสบเนื่องจากการใช้งานที่ไม่เหมาะสม หรืออาจจะมีสาเหตุจากกระดูกคอเสื่อมก็เป็นได้


คอเป็นอวัยวะหนึ่งที่มีการใช้มากที่สุด ยิ่งการทำงานในยุคปัจจุบัน คนต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ต้องก้มหน้าเงยหน้าอยู่ตลอด จึงเกิดอาการปวดคอ และปวดศีรษะ นอกจากนั้นคอเป็นอวัยวะที่บอบบางเมื่อเทียบกับขนาดสมอง และลำตัว ให้เกิดความชอกช้ำหรือบาดเจ็บได้ง่าย นอกจากนั้นคอก็ยังเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่รับคำสั่งจากสมอง ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย อาการเจ็บคอพบได้ไม่บ่อยเท่าอาการปวดหลัง อาการเจ็บคอที่พบบ่อยที่สุดคือ กล้ามเนื้อคอหดเกร็งทำให้เอี้ยวคอหรือเคลื่อนไหวศีรษะไม่ได้




สาเหตุของการปวดคอที่พบบ่อย



1. อิริยาบทหรือท่าที่ผิดสุขลักษณะ ทำให้กล้ามเนื้อบางมัดถูกใช้งานจนเมื่อยล้าเกินไป เช่นก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถือมากจนเกินไป

2. ความเครียดทางจิตใจซึ่งอาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ เช่นการงาน ครอบครัว การพักผ่อนที่ไม่พอเพียง ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อคอหดเกร็ง


3. คอเคล็ดหรือยอก เกิดจากการที่กล้ามเนื้อคอต้องทำงานมากเกินไป เนื่องจากคอต้องเคลื่อนไหวเร็วเกินไป หรือรุนแรงเกินไปทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อถูกยืดมากจนมีการฉีกขาดบางส่วนจนเกิดอาการปวด ตัวอย่างที่ทำให้เกิดคอเคล็ดเช่น การก้มเพื่อมองหาของ

4. ภาวะข้อเสื่อม เนื่องจากกระดูกคอต้องแบกน้ำหนักอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เด็กจนแก่ ทำให้ข้อเสื่อมตามอายุมีปุ่มกระดูกหรือกระดูกงอกที่ขอบของข้อต่อ ซึ่งอาจจะไปกดทับถูกปลายประสาทที่โผล่ออกมา ภาวะข้อกระดูกเสื่อมอาจจะไม่มีอาการปวดหรือผิดปกติใดๆ แต่อาจจะพบโดยบังเอิญ

5. อาการบาดเจ็บของกระดูกคอซึ่งอาจจะเกิดจากอุบัติเหตุต่างๆ ผู้ป่วยมักจะมีอาการบาดเจ็บของร่างกายส่วนอื่นด้วย

6. ข้ออักเสบ โรคข้ออักเสบเรื้อรังบางชนิดอาจจะทำให้กระดูกต้นคออักเสบด้วย




Cr. http://www.siamhealth.net/



-------------------------------------------------------------------------


OSIM uMagic : World’s 1st Magic Hands Massage Technology

Click - Here - For Information







10.01.2558

Text Neck : โรคไหล่ห่อ คอตก โรคใหม่ของคนชอบแชท ที่ไม่ควรมองข้าม

 Text Neck โรคใหม่ของคนชอบแชท ! ที่ก้มมองสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน ๆ ขอบอกส่งผลต่อร่างกายไม่น้อยเลยล่ะ


          ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เจ้าสมาร์ทโฟนของทุกคนตอนนี้ กลายเป็นเพื่อนรู้ใจที่แทบจะห่างมือไม่ได้เลยล่ะ.. เพราะไม่ว่าจะไปไหนทำอะไร ตอนตื่น ก่อนนอน หลายคนก็มักจะเช็กโลกออนไลน์แทบจะทุกเวลา ส่วนบางคนก็เป็นขาแชท พิมพ์ส่งข้อความกันแบบเรียลไทม์ จนสมาร์ทโฟนกลายส่วนหนึ่งของร่างกายยังไงยังงั้น !



          สำหรับผลกระทบของการติดสมาร์ทโฟนก็ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายอย่างเช่นกัน โดยล่าสุด (18 สิงหาคม 2557) ทางเว็บไซต์ thumbsup.in.th ก็ได้นำบทความเกี่ยวกับโรคใหม่ล่าสุดที่เป็นผลพวงมาจากการติดสมาร์ทโฟน อย่าง "Text Neck" มาฝากกัน เอ.. โรคนี้มีอาการอย่างไร แล้วส่งผลอย่างไรบ้างนะ ไปดูกันเลยดีกว่า..




คำว่า Text Neck บัญญัติขึ้นมาโดยคุณหมอ Dean Fishman ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาด้วยการจัดกระดูกสันหลัง เป็นคำที่ใช้แทนอาการไหล่ห่อคอตก ซึ่งเกิดจากท่าทางตอนที่เราก้มมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งเราก็มักจะไม่รู้ตัวหรอกว่ามันนานแค่ไหน จนรู้สึกปวดคอหรือเมื่อยไหล่นั่นแหละ เราถึงจะนึกได้ว่าต้องยืดตัวขึ้นมาเพื่อคลายความเมื่อยล้า

หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับอาการของ Text Neck กันดี ไม่ว่าจะเป็นเมื่อยคอ ปวดหัว ปวดแขนและไหล่ และปวดตามข้อต่อ เหล่านี้คืออาการที่เกิดจากโรค Text Neck ทั้งสิ้น



        ฟังดูไม่ใช่เรื่องซีเรียส หลาย ๆ คนอาจจะตั้งคำถามว่าอาการ Text Neck มันมีพลังทำลายล้างขนาดไหนกันเชียว ทำไมเราจะต้องกลัวมันด้วย คำตอบคือมันจะทำให้ร่างกายของเราเติบโตแบบผิดรูปร่าง เพราะยิ่งเราก้มมาก ก้มนาน เส้นเอ็นที่ยึดไว้ก็จะอ่อนแอ สันหลังด้านบนจะปูดออก เส้นประสาทถูกกดทับ ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดแขนตามมาด้วย ลองดูในรูปประกอบ เปรียบเทียบระหว่างแนวกระดูกสันหลังปกติกับคนที่มีอาการ Text Neck



      ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรให้มือถืออยู่ตรงกับระดับสายตา เพื่อให้กระดูกสันหลังตรง ไหล่ไม่ห่อลงไป พยายามใช้สมาร์ทโฟนเท่าที่จำเป็น ทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง และออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อคอและหลัง

        ใครที่อ่านบทความนี้ในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ก็เงยหน้ายืดเส้นยืดสายกันหน่อยนะคะ ไม่งั้น Text Neck ถามหาไม่รู้ด้วย

Cr. health.kapook.com/view96038.html

-------------------------------------------------------------------------

 OSIM uMagic

OSIM uMagic : World’s 1st Magic Hands Massage Technology

Click - Here - For Information





9.25.2558

กล้วยกับสรรพคุณที่ไม่กล้วยอย่างชื่อ...

          ประโยชน์ของกล้วย ที่สรรพคุณไม่ใช่เรื่องกล้วย ๆ อย่างที่คิด และหากอยากสวยแถมได้สุขภาพดีงานนี้ต้องกินกล้วยจะช่วยได้


          กล้วย เป็นผลไม้ที่ต่างรู้กันดีกว่ามีประโยชน์กับร่างกาย แต่เชื่อไหมคะว่า จริง ๆ แล้วประโยชน์ของกล้วยอาจมากกว่าที่เราเคยรู้กันมา และกล้วยยังช่วยได้ทั้งเรื่องสุขภาพ และความสวยความงามเลยทีเดียว มาดูประโยชน์ที่น่าทึ่งของกล้วยกันดีกว่า





 1. ช่วยรักษาไมเกรนได้
อาการปวดหัวไมเกรนเป็นความทรมานสำหรับผู้ป่วยโรคนี้มาก และหากอาการปวดหัวไมเกรนมาเยือนคุณบ่อย ๆ แนะนำให้กินกล้วยไว้คอยช่วยลดอาการปวดหัวได้เลยค่ะ เนื่องจากกล้วยอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ที่จะช่วยบรรเทาและป้องกันอาการปวดหัวไมเกรนได้






2. นอนหลับสบาย แค่กินกล้วย
กล้วยยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนและทริปโตเฟน สารประกอบสำคัญของการสร้างเซโรโทนินในสมอง ซึ่งเปรียบเสมือนยาระงับประสาทแบบธรรมชาติ ดังนั้นคนที่นอนหลับยากหรือนอนหลับด้วยความกระสับกระส่ายมาตลอด อยากท้าให้ลองกินกล้วยหลังมื้อเย็นดูสักตั้







3. ช่วยเพิ่มพลังกาย
วิตามินซีมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการผลิตพลังงานของร่างกาย และกล้วยเองก็มีวิตามินซีอยู่สูงมาก จึงเป็นคำตอบว่าทำไมกินกล้วยก่อนออกกำลังกายจะช่วยให้อึดมากขึ้น หรือใครรู้สึกอ่อนแรงพอกินกล้วยเข้าไปก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นง่าย ๆ







4. ลดความเครียดก็ได้
เมื่อเรารู้สึกเครียดขึ้นมา ความดันเลือดจะพุ่งขึ้นสูงกว่าปกติ ซึ่งกระบวนการก่อความรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลตรงนี้ โพแทสเซียมที่มีอยู่ในกล้วยจะช่วยบรรเทาให้ความดันเลือดกลับเข้าสู่ภาวะสงบได้ ในทางโภชนาการจึงนับว่ากล้วยเป็นยาระงับประสาทแบบธรรมชาติได้อีกทางหนึ่ง





5. กินกล้วยลดความอ้วนได้ดีขึ้น
กล้วยมีวิตามิน B1 และ B2 คอยช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน อีกทั้งยังมีคาร์โบไฮเดรตชนิดดีต่อร่างกาย มีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ดังนั้นเมื่อกล้วยตกเข้าไปในระบบย่อยอาหารจึงดูดซับน้ำ พองตัวและช่วยทำให้ท้องรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น แถมหากกินกล้วยในตอนเช้ายังช่วยลดความอยากของหวาน ๆ ได้อีกด้วย เพราะความหวานของกล้วยจะเข้าไปเติมเต็มอาการอยากของหวานชนิดต่าง ๆ ที่สำคัญความหวานของกล้วยยังปราศจากแคลอรีอีกด้วยนะคะ



6. บำรุงหัวใจ
โพแทสเซียมเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ บำรุงหัวใจให้แข็งแรงไม่เสี่ยงต่อโรคหัวใจ และอย่างที่บอกสรรพคุณของกล้วยไปในเบื้องต้นว่ากล้วยมีโพแทสเซียมสูงมาก แถมมีโซเดียมน้อย ดังนั้นกล้วยจึงเป็นผลไม้บำรุงหัวใจ และบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือดที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง






7. บำรุงสายตา
วิตามิน A บวกกับเบตา-แคโรทีน และอัลฟา-แคโรทีนที่มีอยู่ในกล้วย จะช่วยบำรุงสายตาและการมองเห็นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะป้องกันอาการตาพร่ามัว อาการมองเห็นไม่ชัดเจน เพราะกล้วยจะช่วยบำรุงการทำงานของระบบประสาทตานั่นเองค่ะ







8. บำรุงกระดูก
แม้กล้วยจะเป็นผลไม้ที่ไม่มีแคลเซียมเลย แต่ฟรุกโตโอลิโกแซกคาไรด์ (Fructooligosaccharides (FOS)) คาร์โบไฮเดรตที่มีคุณสมบัติเหมือนไฟเบอร์ละลายน้ำได้ตัวนี้ในกล้วย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบขับถ่าย และส่งเสริมให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมจากอาหารที่กินได้มากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมไปบำรุงกระดูกเพิ่มขึ้นตามไปด้วย






 9. แก้เมาค้างได้ชะงัด
จากผลการศึกษาพบว่า ถ้าคุณมีสติพอจะกินกล้วยก่
อนเมาหลับสักนิด อาการปวดหัวเพราะเมาค้างอาจไม่เกิดขึ้นกับร่างกายคุณเลยก็ได้ เนื่องจากแร่ธาตุและสารอาหารในกล้วยจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ แต่ทั้งนี้หากดื่มหนักจนไม่รู้เรื่อง และตื่นเช้าขึ้นมากับอาการเมาค้างย่างหนัก เคสนี้แนะนำให้ทำสมูธตี้กล้วย ดื่มแก้เมาค้างดีกว่า








10. แก้อาการท้องผูก
สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่ายและลำไส้ ปัญหานี้แก้ได้ง่าย ๆ ด้วยการกินกล้วยเป็นประจำค่ะ เนื่องจากกล้วยมีทั้งโพรไบโอติกส์ที่ช่วยผลิตแบคทีเรียชนิดดีต่อลำไส้ และกำจัดแบคทีเรียตัวร้ายต่อลำไส้ออกไป อีกทั้งในกล้วยยังมีฟรุกโตโอลิโกแซกคาไรด์ (Fructooligosaccharides (FOS)) ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องตัวขึ้นมาก






นอกจากประโยชน์ของกล้วยกับสุขภาพแล้ว ใครอยากสวยมากไปกว่าที่เป็นอยู่ก็ให้กล้วยช่วยได้นะคะ โดยการนำกล้วยผสมน้ำผึ้งแท้มามาส์กหน้า หรือจะหมักผมด้วยกล้วยก็จะทำให้ผมเงางาม ดูมีน้ำหนักขึ้นด้วย



http://health.kapook.com/view128007.html

-------------------------------------------------------------------------

 OSIM uMagic

OSIM uMagic : World’s 1st Magic Hands Massage Technology

Click - Here - For Information

9.17.2558

บอกลาความอ้วนด้วยการกินอย่างถูกวิธี

6 เคล็ดลับ บอกลาความอ้วนด้วยการกินอย่างถูกวิธี




คำว่า “ผอม” ในที่นี้คงไม่ได้ทำให้ใครจินตนาการถึงคนที่ผอมแห้งไร้เรี่ยวแรงอยู่หรอกใช่ไหมคะ เพราะกระแสที่มาแรงในตอนนี้เปลี่ยนจากการผอมที่ดูปลิวลมมาสู่การผอมแบบที่เรียกว่า ฟิตแอนด์เฟิร์มแล้ว อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายอย่างเดียวอาจจะไม่เห็นผลชัดหรือเร็วเท่าที่ควร อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เราต้องทำก็คือ การรับประทานอาหารให้ถูกวิธีนั่นเอง ซึ่งมีหลักการง่ายๆ ดังนี้


1. ลดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรตลง
ในที่นี้ไม่ได้บอกว่าควรจะงดไปเลย เพราะร่างกายของเรายังจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำตาลจากคาร์โบไฮเดรตมาเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ร่างกายอยู่ แต่สิ่งที่เราต้องทำก็คือการจำกัดคาร์โบไฮเดรตที่บริโภคต่อวันลง เพราะคาร์โบไฮเดรตที่เกินไปนั้น จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลที่เหลืออยู่ในร่างกาย ซึ่งถ้ามีปริมาณมากๆ เข้าก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันส่วนเกินในที่สุดนั่นเอง
นอกจากนี้น้ำตาลในเลือดที่สูงจะกระตุ้นให้เรากินมากขึ้นเรื่อยอีกด้วย ซึ่งอาหารที่เราพึงระวัง เช่น ข้าว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยวพิซซ่า ขนมหวานต่าง ๆ รวมไปถึงน้ำอัดลมด้วย




2. กินโปรตีนให้เพียงพอ
การกินโปรตีนมักจะมาคู่กับการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตเสมอ เพราะการจะสร้างกล้ามเนื้อนั้นเราจะต้องใช้โปรตีนเป็นหลัก แต่ยกเว้นในพวกที่จะเล่นกล้ามที่จะต้องทำการเพิ่มน้ำหนักก่อนเข้าสู่ช่วงลดกินโปรตีนและลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต และข้อดีอีกอย่างของการสร้างกล้ามเนื้อก็คือร่างกายจะใช้น้ำตาลที่ได้







3. ลดความเค็มลง
การกินเค็มเกินไปไม่ดีต่อร่างกายอย่างมาก อย่างแรกเลยคือบวมแน่ๆ เพราะเกลือจะดึงน้ำเข้าเซลล์ตามเกลือไป อย่างต่อมาคือไตทำงานหนักแน่ๆ เพราะร่างกายจะขับเกลือออกทางไต และที่สำคัญคือจะขับออกไปพร้อมกับน้ำในร่างกาย หากเรากินเค็มอย่างหนักเป็นประจำนานๆ ผลที่จะตามมาคือร่างกายขาดน้ำ พอร่างกายขาดน้ำความเข้มข้นของสารอื่นๆ ในร่างกายก็จะเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามได้







4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ในที่นี้คือน้ำเปล่าธรรมดาสะอาดที่อุณหภูมิห้องนั่นเอง แม้ว่าน้ำเราจะสามารถรับได้จากหลายๆแหล่ง แต่น้ำที่ดีที่สุดก็คือน้ำเปล่านั่นเอง โดยปริมาณน้ำที่แต่ละคนต้องการมักจะไม่เท่ากัน แต่ที่เราเรียนกันมานั่นก็คือวันละ 8 แก้วหรือในช่วง 1.6 – 2 ลิตรต่อวันนั่นเอง







5. ควรมีผักผลไม้ ทุกมื้ออาหาร
เพราะผักผลไม้ จะมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการอยู่ และยังมีกากใยที่จะช่วยในการขับถ่ายอีกด้วยซึ่งกากใยเหล่านี้จะสามารถลดปริมารการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกายได้ เพียงแต่เราต้องหลีกเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณการบริโภคผักผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงเท่านั้นเอง และผักผลไม้บางชนิดก็มีผลต่อโรคบางโรคด้วย







6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายที่เหมาะสม จะสามารถช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันส่วนเกินหรือใช้พลังงานที่เหลืออยู่ของร่างกายได้ นอกจานี้ยังทำให้ร่างกายของเราแข็งแรกอีกด้วย การออกกำลังกายที่ถูกต้องคือ ออกกำลังอย่างต่อเนื่องวันละ 15 -30 นาที สัปดาห์ละ 3-4 วันนั่นเอง




Cr. เกร็ดความรู้.com


-------------------------------------------------------------------------


OSIM uCorset : เข็มขัดช่วยออกกำลังกายที่สามารถช่วยให้คุณมีรูปร่างที่สวยงามประดุจนาฬิกาทราย

Click - Here - For Information




9.10.2558

โรคร่าเริง พฤติกรรมใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ กลางคืนตื่น กลางวันหลับ ภัยร้ายใกล้ตัวทำสุขภาพเสื่อมโทรม

โรคร่าเริง โรคนี้ชื่อน่าสนุกแต่ผลกระทบกับสุขภาพเหลือร้ายเกินกว่าจะคาดคิด คนชอบอดหลับอดนอนเป็นประจำระวังไว้เลย




ปัจจุบันพบว่าคนมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายในกลุ่มโรคร่าเริงกันมากขึ้น เนื่องจากในช่วงเวลากลางคืน เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างเงียบ เหมาะกับการคิดงานหรือทำงาน บางคนก็เลือกที่จะทำงานในช่วงเวลากลางคืนแทน แต่ปัญหาคือเมื่อทำงานในช่วงเวลากลางคืน วงจรชีวิตแบบปกติก็จะเปลี่ยนไป เพราะร่างกายของคนเรามีการหลั่งฮอร์โมนตามนาฬิกาชีวิต คือ เมื่อถึงเวลานอนอวัยวะบางอย่างที่ต้องทำงานตามช่วงเวลา และหลั่งฮอร์โมนออกมาเพื่อฟื้นฟูร่างกาย หรือช่วงเวลาที่ร่างกายควรจะได้รับการพักผ่อน จะมีการหลั่งฮอร์โมนกลุ่มหนึ่งออกมา เพื่อช่วยซ่อมแซมและชาร์จพลังให้กับร่างกาย เตรียมพร้อมรับมือกับวันต่อไป แต่หากเราใช้ช่วงเวลาวงจรชีวิตที่ผิดไปจากปกติ ก็จะทำให้ฮอร์โมนผิดเพี้ยนไปด้วย นั่นจึงเป็นสาเหตุให้มนุษย์ร่าเริง มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

กลุ่มอาการของคนที่เข้าข่ายกลุ่มโรคร่าเริงที่พบบ่อย คือ มึนหัวง่าย คนที่มีความดันต่ำๆ ตลอดเวลา โดยไม่รู้สาเหตุ ขี้หนาว อ่อนเพลียไม่มีแรง แม้ว่าจะรับประทานอาหารหรือนอนหลับพักก่อนเพียงพอแล้วก็ตาม ก็ให้สงสัยไว้ก่อน เพราะฉะนั้นอย่ารอจนร่างกายไม่ไหว ควรหมั่นดูแลตัวเอง หาเวลาตรวจเช็คสุขภาพว่ามีปัญหาหรือไม่ จะได้เข้ารับการตรวจรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ



พฤติกรรมกลางวัน
หงุดหงิดง่าย
ไม่มีสมาธิอย่างแรง
คิดอะไรไม่ออก

พฤติกรรมกลางคืน
คิดงานได้ก่อนนอน
ไปเดียพรั่งพรูทำงานสนุกทั้งคืน
ไม่นอนจนหลังวัน


ผลกระทบของโรคร่าเริงกับสุขภาพ
          เมื่อร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน หรือทำบ่อย ๆ จนเกิดภาวะสะสม ระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายจะเรรวน และส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว เช่น เป็นสาเหตุทำให้ฮอร์โมนปรวนแปร รอบเดือนมาไม่ปกติ หงุดหงิดง่าย เสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม และโรคเบาหวาน



ปรับพฤติกรรมสร้างสุขภาวะให้กับชีวิตใหม่

1.ปรับเวลาในการนอนให้เป็นปกติ เมื่อถึงเวลานอนก็ควรจะนอนตามปกติ ไม่ควรเกินเที่ยงคืน เพราะโกรทฮอร์โมนจะหลั่งในช่วงเวลา 22.00-02.00 น. แต่ถ้านอนดึกมากร่างกายจะไม่ได้รับโกรทฮอร์โมน

2.หาเวลาออกกำลังกาย กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว พบว่าในช่วงเวลากลางวัน ควรเพิ่มการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายเป็นการกระตุ้นโกรทฮอร์โมนเช่นกัน รวมไปถึงฮอร์โมนตัวอื่นๆ ที่จะทำให้ร่างกายมีสดชื่น เช่น การตื่นขึ้นมาในช่วงเช้าและออกกำลังกาย เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว เมื่อถึงช่วงเวลากลางวันก็จะทำให้รู้สึกว่ามีพลังในการทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น

3.ปรับนิสัยการรับประทาน เพิ่มเนื้อสัตว์มากขึ้น ลดแป้งให้น้อยลง บางคนจะเลือกทานอาหารที่เป็นแป้งค่อนข้างเยอะ จะทำให้เกิดอาการง่วงนอนทั้งนี้เป็นเพราะสารที่อยู่ในแป้ง บางคนอาจรับประทานอาหารมื้อเที่ยงที่มีแป้งแบบจัดเต็ม ทำให้ง่วงง่าย ก็ลองปรับการรับประทานอาหาร หันมารับประทานเนื้อสัตว์ให้มากขึ้น จะทำให้ร่างกายเกิดการตื่นตัวมากกว่า แต่สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับไม่ดี อาจหันมารับประทานแป้งในช่วงมื้อเย็น ก็อาจจะช่วยทำให้หลับสบายขึ้น แต่ยกเว้นในกลุ่มคนที่ระวังเรื่องของน้ำหนัก อาจเลี่ยงเป็นการรับประทานอาหารประเภทไฟเบอร์แทน

4.เติมวิตามินปรับสมดุลฮอร์โมน กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ หากไม่ปรับตารางชีวิตใหม่จะพบว่าฮอร์โมนเกิดการพร่องลงไป แต่หากจะให้ปรับพฤติกรรมแบบทันทีก็คงยาก อาจลองปรึกษาแพทย์ก็อาจจะลองมาตรวจดูว่าค่าฮอร์โมนมันมีการเพี้ยนหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง และเราจะพบว่ามีวิตามินบางตัวที่มันช่วยเสริมให้วิตามินตัวนี้ สามารถที่จะกลับมาทำงานได้ดีขึ้น มันก็จะช่วยให้คนสามารถกลับมามีวงจรชีวิตามปกติได้มากขึ้น

5.สร้างสุขนิสัยและวินัยให้ตัวเอง บางคนติดนิสัยการนอนดึก ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่งานที่ต้องรีบทำส่ง หรือบางคนติดเล่นโทรศัพท์ ติดโซเชียลก็จะเพลิน อย่างน้อยก็ต้องมีวินัย ถึงเวลานอนก็จะต้องนอน



หลัก 8 อ. ห่างไกลโรคร่าเริงในระยะยาว


1.อาหาร ควรเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างเต็มที่

2.ออกกำลังกาย ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว ช่วยให้ร่างกายมีความกระฉับกระเฉง

3.ออกซิเจน การหายใจสั้น จะทำให้สูดออกซิเจนเข้าหัวได้ไม่เต็มที่ เวลาคิดงานก็จะคิดไม่ค่อยออก และควรพยายามคลายเครียดให้อยู่ในสมดุล

4.เอนกาย การนอนพัก คือ ควรจะจัดสุขลักษณะที่ดีให้เหมาะสมกับการนอน ก็จะช่วยให้เรื่องของการหลับพักผ่อนเป็นไปด้วยดี หรืออาจจะรับประทานกล้วยหอมก่อนจะเข้านอนสักประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นทริคเล็กๆ ในเรื่องของการนอน เพราะในกล้วยหอมมีสารที่ช่วยในเรื่องของการนอนหลับได้เป็นอย่างดี



5.อารมณ์ การผ่อนคลาย ก่อนเข้านอน พยายามทำร่างกายให้รู้สึกรีแลกซ์มากที่สุด จะช่วยให้หลับสบายขึ้น

6.เอาพิษออก การขับถ่ายที่เป็นเวลาเป็นการเอาของเสียออกจากร่างกาย ถ้ามีสารพิษสะสมร่างกายก็จะรู้สึกอ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา

7.อาชีพ เช่น แอร์โฮสเตสที่มีการนอนไม่เป็นเวลา ครีเอทีฟ นักเขียน ที่ต้องใช้ความเงียบในการคิดงาน วิธีนี้อาจจะแก้ไขปัญหา เช่น ช่วงเวลาที่ต้องคิดงาน อาจหามุมเงียบๆ เพื่อช่วยให้การคิดงานได้ดีขึ้น พยายามอย่าเอางานไปโหลดในช่วงกลางคืน เพราะจะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ

8.อิทธิบาท 4 อย่างน้อยต้องมีจิตใจของเราเองที่รู้สึกว่า อยากจะดูแลตัวเอง คอยดูว่าตอนนี้ร่างกายเราเป็นอย่างไร เพราะถ้าปล่อยให้ฮอร์โมนตกลงไปเรื่อย ภูมิคุ้มกันก็จะยิ่งต่ำลง การเผาผลาญพลังงานก็จะแย่ลง ก่อให้เป็นโรคอื่นๆ ตามมา




Cr. health.kapook.com/view121492.html
     infographic.in.th
     health.haijai.com


-------------------------------------------------------------------------

 OSIM uMagic

OSIM uMagic : World’s 1st Magic Hands Massage Technology

Click - Here - For Information




9.02.2558

9 วิธีสร้างภูมิคุ้มกันโรคออฟฟิศซินโดรม

9 วิธีสร้างภูมิคุ้มกันโรคออฟฟิศซินโดรม

1. ถ้าเป็นไปได้ ควรเลือกที่นั่งติดริมหน้าต่าง เพื่อให้ได้แสงจากธรรมชาติบ้าง ดีกว่าต้องนั่งอยู่ใต้แสงจากหลอดไฟตลอดทั้งวัน
2. ควรเปิดหน้าต่างออฟฟิศให้อากาศได้ระบาย อย่างน้อยในตอนเช้าที่อากาศยังไม่ร้อนมาก และตอนพักกลางวัน
3. ควรปิดเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อลดระยะเวลาในการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นโรคความดัน
โลหิตสูง และความเครียด


4. หาต้นไม้ในร่มมาปลูก เพื่อช่วยดูดซับสารพิษและเป็นที่พักสายตาอันอ่อนหล้าจากการต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ
5. ถ้าออฟฟิศคุณมีขนาดเล็ก ลองลดการใช้งานเครื่องปรับอากาศลงบ้าง บางวันคุณอาจจะเลือกใส่เสื้อผ้าที่มีลักษณะบางเบา แล้วใช้พัดลมมาเปิดแทน ก็จะรู้สึกเย็นสบายได้ และประหยัดไฟได้ด้วย
6. ควรห้ามสูบบุหรี่ในที่ทำงานโดยเด็ดขาด
7.ควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ และจะดียิ่งขึ้นถ้ามีตู้ปลาขนาดใหญ่ๆ สักตู้ เพื่อช่วยคืนสมดุลความชื้นที่เสียไปกับเครื่องปรับอากาศ
8.หมั่นทำความสะอาดโต๊ะทำงานของคุณเอง ด้วยแอลกอฮอล เพื่อฆ่าเชื้อโรค
9. ถ้าคุณเป็นคนติดคอมพิวเตอร์หรือมีงานด่วนที่จะต้องสะสางชนิดที่ไม่สามารถหยุดพัก
ได้ ก็พยายามเตือนตัวเองให้เงยหน้าขึ้นมองออกไปไกลๆ ทุกๆ 20 นาที เพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าของสายตา



หากมีอาการเบื้องต้นเหล่านี้ สามารถเริ่มรักษาได้ด้วยตนเอง ปรับพฤติกรรมลดความเครียดจากการทำงานที่หนักเกินพอดี ด้วยการใช้เวลาทำงานกับเวลาพักผ่อนให้สมดุลกัน และควรมีการผ่อนคลายในระหว่างการทำงาน เช่น หลับตา หายใจลึกๆ สักพัก และระหว่างเวลาทำงานในทุก 1 ชั่วโมง ควรใช้สมอง 45 นาที แล้วพัก 10-15 นาที


Cr. http://club.sanook.com

-------------------------------------------------------------------------

 OSIM uMagic

OSIM uMagic : World’s 1st Magic Hands Massage Technology

Click - Here - For Information

9.01.2558

OSIM uMagic: เก้าอี้นวดมหัศจรรย์



สร้างสัมผัสพิเศษตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้าราวกับถูกร่ายมนต์สะกดด้วยเทคโนโลยี Magic Hands 
ที่จะเนรมิตรให้คุณรู้สึกผ่อนคลายราวกับถูกนวดจากมือคนจริงๆ




uMagic เก้าอี้นวดชั้นยอดที่จะทำให้คุณและสมาชิกในครอบครัวเพลิดเพลินไปกับ
โปรแกรมการนวดล่าสุดจาก OSIM - Magic Hands Massages - 
คุณจะรู้สึกผ่อนคลายเสมือนว่าถูกนวดจากมือคนจริงๆ

V-Grip Massage - เป็นการช่วยกดจุดเพิ่อเปิดประตูลม ทำให้เลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้น


uMagic มาพร้อมกับโปรแกรมการนวดอัจฉริยะ 9 โปรแกรม สามารถปรับความเร็วในการนวดได้ 3 ระดับ และสามารถปรับความแรงในการนวดได้ถึง 7 ระดับ  
คุณยังสามารถ Download โปรแกรมการนวดเพิ่มเติมจาก OSIM ได้อีกด้วย






          สร้างสัมผัสพิเศษจากศีรษะจรดปลายเท้า

  • ผ่อนคลายบริเวณคอและไหล่ด้วย Magic Hand Massage
  • ถุงลมนวดบริเวณต้นแขน
  • ระบบทำความร้อนบริเวณด้านหลัง
  • นวดผ่อนคลายความเมื่อยล้าบริเวณมือและฝ่ามือ
  • นวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้กับต้นขา สะโพก และก้น
  • นวดคลายความตึงน่องข้อเท้าและเท้า


OSIM uMagic : World’s 1st Magic Hands Massage Technology

Click - Here - For Information