แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวดคอ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวดคอ แสดงบทความทั้งหมด

11.15.2559

ท่าบริหารสะกดอาการปวดคอ บ่า ไหล่





ท่าบริหารลดอาการปวดคอ บ่า ไหล่

         เรียนเชิญเหล่ามนุษย์ออฟฟิศทั้งหลายมาเล่นโยคะด้วยท่าบริหารคอและไหล่กัน ด้วย 8 ท่วงท่าง่ายๆ เหล่านี้       

        อุปกรณ์ : เราต้องมีบล็อกสำหรับโยคะ หรือจะใช้หมอนสี่เหลี่ยมแทนก็ได้ (แต่ถ้าคิดจะเล่นโยคะเป็นกิจวัตร แนะนำว่าให้ซื้อ ราคาขั้นต่ำประมาณ 200-500 บาทคะ)



ท่าที่ 1  นำบล็อกมาวางส่วนหลังและศีรษะ จากนั้นค่อยๆ เอนตัวลงตามภาพ ปล่อยแขนลงตามสบาย ท่านี้จะช่วยผ่อนคลายอาการปวดหลัง            


ท่าที่ 2 วางบล็อกในแนวตั้ง กะระยะห่างให้เท่ากับความกว้างของลำตัว นั่งแล้วเอนตัวไปด้านหน้า ใช้ศอกยันกับบล้อก ท่านี้จะช่วยในการยืดไหล่




ท่าที่ 3 ปรับบล็อกให้ห่างออกไปจนสุดแขน และบล็อกอีกชิ้นหนึ่งในหนุนศีรษะ



ท่าที่ 4 นั่งขัดสมาธิ ยืดหลังตรง นำบล็อกมารองเข่าทั้งสองข้าง จากนั้นออกแรงดึงศรีษะลงมาที่ไหล่จนเรารู้สึกได้ถึงแรงตึงบริเวณสะบักหลัง




ท่าที่ 5 ท่านี้ช่วยบริเวณไหล่และหน้าอก ซึ่งให้เรานั่งชันเข่าลงบนบล็อก แล้วดึงมือไขว้หลังตามภาพ มันจะเป็นท่าที่ยากและปวดสักหน่อย ซึ่งควรจะค่อยๆ ทำ


ท่าที่ 6 – 8 เป็นท่าบริหารช่วงคอ ไหล่ และสะบักหลัง โดยทำแต่ละท่าค้างไว้ และหายใจช้าๆ
5-7 ครั้ง




 ที่มา:SpokedarkTV.




10.10.2559

อาการปวดตามร่างกายเกิดขึ้นเพราะอะไร?



        ทุกวันนี้เราต่างใช้ร่างกายหนัก ทั้งจากการทำงานและกิจกรรมตามไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน บางครั้งทำให้เรามีอาการเจ็บปวดตามจุดต่างๆ ในร่างกายโดยไม่รู้สาเหตุ และปล่อยผ่านไปโดยที่คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก แต่นั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายที่เราอาจคาดไม่ถึง นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ มีข้อมูลที่น่าสนใจมาฝาก โดยเฉพาะอาการปวด 10 จุด ต่อไปนี้
    


     เจ็บต้นคอจนร้าวแขน หากเจ็บบริเวณนี้ ต้องระวังเส้นประสาทต้นคอ เพราะอาจถูกกดหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้น หรือจากการยกของหนักที่ผ่านมาได้ 

     เจ็บแขนร้าวถึงปลายมือ ควรระวังเรื่องเส้นประสาทให้ดี เพราะมีสิทธิ์เกิดจากพังผืดไปรัดเส้นประสาท หรืออาจเกิดจากศูนย์รวมประสาทที่ต้นคอ


     ปวดศีรษะร้าวที่ต้นคอ อาจเป็นเพียงอาการกล้ามเนื้อที่เกร็งตึงเวลาเครียด ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามีอาการตาพร่ามัว บวกคลื่นไส้อาเจียนด้วย ต้องระวังอาการด้านสมองเป็นพิเศษ

     ปวดหลังร้าวลงขา อาจเกิดจากหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทเป็นหลัก โดยเฉพาะหลังส่วนบั้นเอว ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ วิธีสังเกตดูว่าปวดหลังถึงขั้นไหน ให้ดูที่อาการร้าวลงขา

     เจ็บอกจนวิ่งไปแขนซ้าย ร้ายเสียยิ่งกว่าอกหักเพราะมักเกี่ยวถึงโรคหัวใจขาดเลือด ให้สังเกตอาการปวดว่าเหมือนถูกบีบหรือถูกงูเหลือมตัวใหญ่รัดด้วยหรือไม่


     ไอจามแล้วปวดร้าวลงก้นกบ บางคนเวลาไอ จาม หรือเบ่งท้องแรงๆ แล้วมีอาการเจ็บร้าวไปถึงหลังหรือก้นกบเบื้องล่างทุกครั้ง ต้องเฝ้าระวังโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นให้ดีๆ 

     เจ็บท้องน้อยร้าวลงหน้าขา ในกลุ่มสตรีต้องระวังเรื่องอุ้งเชิงกรานอักเสบเป็นพิเศษ ส่วนหนุ่มๆ ให้ระวังนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ถ้ามีไข้ร่วมด้วยให้ระวังการติดเชื้อเป็นหลัก

     เจ็บท้องส่วนอื่นๆ จนร้าวทะลุหลัง อาการเจ็บด้านหน้าไปหลังแบบนี้ ถ้าเป็นที่ตับ คือด้านบนขวาให้ระวังเรื่องถุงน้ำดี เพราะนี่เป็นสัญญาณอาการนิ่วในถุงน้ำดีหรือถุงน้ำดีอักเสบ ส่วนถ้าเจ็บตรงกลางร่วมกับมีไข้สูงให้ระวังตับอ่อนอักเสบ (Acute pancreatitis) แบบเฉียบพลัน


     เจ็บบั้นเอวแถวสีข้างร้าวลงขา ถ้าเจ็บบั้นเอวด้านใดด้านหนึ่งแล้วร้าวด้วย ให้นึกถึงอาการก้อนนิ่วในกรวยไตหรือท่อไต บางรายอาจมีท่อปัสสาวะอักเสบร่วมกับมีไข้ จะรู้สึกหนาวและปัสสาวะปนเลือดอีก หากเป็นเช่นนี้แนะนำให้รีบไปตรวจปัสสาวะ เอ็กซเรย์หรืออัลตร้าซาวน์

     สุดท้าย เจ็บตามผื่นแล้วร้าวลงเส้นประสาท การที่มีผื่นเป็นตุ่มน้ำใสแล้วมีอาการแสบร้อน หรือเคยมีประวัติโรคเริม งูสวัด ให้ระวังอาการปวดร้าวไปตามปลายประสาท แม้ไม่มีผื่นแล้วก็อาจทิ้งอาการแสบร้อนไว้ได้ บางรายเจ็บแสบอยู่ตามแนวเส้นประสาทเป็นครั้งคราว

      ทั้งนี้ คุณหมอกฤษดา ย้ำว่า สัญญาณเจ็บร้าวทั้งสิบที่ว่ามาเป็นวิธีดูคร่าวๆ เท่านั้น แต่ก็ช่วยทำให้ได้ร่องรอยของโรคที่ซ่อนอยู่ได้ อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บปวดตามร่างกายที่เกิดขึ้น วิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุด คือ รีบไปพบแพทย์แล้วตรวจหาความผิดปกติให้ทราบชัดเจนดีกว่า

                                                                                                                                          ที่มา:Sanook.com

10.03.2559

ปวดคอแบบไหน..สื่ออันตราย !!


       เนื่องจากในยุคปัจจุบันมนุษย์เรามีพฤติกรรมใช้งานคอและหลังแบบผิดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ ส่งผลให้หมอนรองกระดูกเสื่อมแล้ว อายุที่มากขึ้นก็เป็นสาเหตุของหมอนรองกระดูกเสื่อมเช่นกัน เพราะภาวะนี้เป็นการเสื่อมตามธรรมชาติ เมื่ออายุเกิน 30 ปี โปรตีนที่อยู่ในเจลซึ่งอยู่ข้างในหมอนรองกระดูก รวมถึงวงแหวนรอบนอกจะเริ่มเสื่อม อีกทั้งยังสูญเสียความยืดหยุ่นและคุณสมบัติการรับแรงกระแทก ทำให้เวลาขยับตัว กระแทก หรือใช้งานมากๆ จะทำให้วงแหวนที่อยู่รอบๆ เจลดังกล่าว ซึ่งทำหน้าที่ยึดระหว่างข้อต่อแต่ละข้อเปื่อยยุ่ยและฉีกขาดในที่สุด จนเนื้อของหมอนรองกระดูกเกิดการเคลื่อนไปข้างหลัง เบียดอวัยวะสำคัญที่คอ คือ ไขสันหลังที่ต่อมาจากสมอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย หรือเส้นประสาท ถ้าหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือเคลื่อน จนทำให้ความแข็งแรงในการยึดกันของข้อกระดูกสันหลังลดลง ร่างกายจะพยายามสร้างหินปูน หรือสร้างเนื้อเยื่อโดยรอบข้อต่อให้หนาตัวมากยิ่งขึ้น จะยิ่งทำให้มีการกดทับช่องไขสันหลังมากขึ้น


      
       ซึ่งระยะแรกอาจแยกไม่ออกว่าอาการปวดคอนั้น เป็นอาการปวดทั่วๆ ไป หรือปวดเพราะหมอนรองกระดูกเสื่อม แต่สามารถสังเกตได้โดย ถ้าเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อจะมีอาการเมื่อใช้งาน พอได้พักอาการจะดีขึ้น แต่กรณีที่เป็นหมอนรองกระดูกเสื่อม แม้จะพักผ่อนแล้วอาการไม่ค่อยจะดีขึ้น ยังคงปวดต่อเนื่อง



   
   อาการปวดคอแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ

      1.กลุ่มที่มีอาการปวดคออย่างเดียว ปวดมาถึงบ่าและสะบัก 
         กลุ่มนี้ถึงแม้จะรักษาค่อนข้างง่าย แต่ก็เป็นอันตรายหรือภัยเงียบด้วยเช่นกัน เพราะผู้ป่วยคิดว่าไม่อันตรายจึงไม่มาพบแพทย์ แต่ความจริงแล้วควรมาพบแพทย์เพื่อแยกว่าเป็น Office Syndrome หรือหมอนรองกระดูกเสื่อม



       
       2.กลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับเส้นประสาท 

          มีอาการแสดง คือ ปวดร้าวลงแขนไปจนถึงมือร่วมกับอาการชา รายที่เป็นมากๆ อาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย เช่น ยกไหลไม่ขึ้น ขยับนิ้ว หรือกระดกข้อมือไม่ขึ้น นอกจากนี้ หากมีการกดทับเส้นประสาทที่ทำงานเกี่ยวข้องกับส่วนใด จะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นลีบลงด้วย บางครั้งอาจลีบถาวร ถึงแม้จะทำการผ่าตัดแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้เมื่อทำการรักษาโอกาสหายมีมากกว่ากลุ่มที่หมอนรองกระดูกเสื่อมที่ไปกดทับไขสันหลัง 



      3.กลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับไขสันหลัง 
         กลุ่มนี้จะมีอาการแสดงที่ไม่ชัดเจน ทำให้กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวก็มักจะเป็นมากแล้ว ผู้ป่วยอาจมีประวัติปวดคอเรื้อรัง ร่วมกับปวดลงแขนหรือลงขา หรือมีอาการชาร่วมด้วย ไปจนถึงมีอาการอ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อบางส่วนเจ็บ กล้ามเนื้อมือลีบ หยิบจับของเล็กๆ หรือใช้มือทำงานที่ละเอียด เช่น กลัดกระดุม ผูกเชือกรองเท้าไม่ถนัด ตลอดจนมีอาการของการเดินเซ สูญเสียการทรงตัวที่ดีไป อาจมีอาการจนถึงขั้นควบคุมระบบการขับถ่ายได้ลำบาก
       


       ในอดีตกลุ่มที่ปวดเพราะมีการกดทับไขสันหลัง จะทำการรักษาค่อนข้างลำบากและมีความเสี่ยงสูง เพราะระยะห่างระหว่างไขสันหลังกับหมอนรองกระดูก หรือหมอนรองกระดูกกับเส้นประสาทห่างกันประมาณ 1 มิลลิเมตร หรือไม่ถึงมิลลิเมตร 
แต่สมัยนี้มีเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ทันสมัย มีการนำเครื่องมือที่ดีมาช่วยในการผ่าตัดให้มีความแม่นยำและมีความปลอดภัยสูงขึ้น โดยใช้กล้องขยายที่เรียกว่า "ไมโครสโคป” (Spine microscope) หลักการเหมือนกล้องจุลทรรศ์ที่นักเรียนใช้ดูจุลินทรีย์ในห้องทดลอง เป็นการส่องอนุภาคเล็กๆ ให้ขยายใหญ่ขึ้น ทำให้มองเห็นชัดเจน นำมาสู่ความแม่นยำ และปลอดภัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัด ส่วนผลการผ่าตัดถ้าแก้ไขตรงจุดหรือไม่ปล่อยจนอาการเลวร้ายจนเกินไป ผลการผ่าตัดจะดี อาการปวด อาการชาจะหายไป และกล้ามเนื้อที่เคยอ่อนแรงจะค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมา.

       สำหรับวิธีป้องกัน และบรรเทาอาการปวดคอนั้น ควรทำกายบริหารโดยพยายามออกกำลังกล้ามเนื้อบริเวณโดยรอบคอให้แข็งแรงขึ้น เนื่องจากในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้ขยับกล้ามเนื้อบริเวณคอเลย สามารถบริหารกล้ามเนื้อคอได้โดยการยืดและการเกร็งกล้ามเนื้อ ดังนี้
       
       1.การยืดกล้ามเนื้อ ก้มให้คางชิดอกค้างไว้ นับ10 วินาที แล้วเงยหน้าขึ้นในทิศทางตรงข้ามค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นก็ทำเช่นเดียวกันแต่ให้หันหน้าและเอียงศีรษะไปในทิศทางซ้ายและขวา ค้างไว้ข้างละ 10 วินาที เพื่อเป็นการยืดกล้ามเนื้อและข้อต่อให้มีการเคลื่อนไหว
       
       2.การเกร็งกล้ามเนื้อ เพื่อเสริมความแข็งแรงและความทนทานให้กล้ามเนื้อคอ ด้วยการเอามือดันศีรษะไว้ในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ขณะเดียวกัน ก็พยายามเกร็งคอเพื่อต้านแรงดันจากมือที่ดันศีรษะไว้ ให้ทำทุกทิศทางทั้งดันขมับด้านซ้ายและขวา หน้าผาก และท้ายทอย การทำเช่นนี้จะช่วยให้คอได้ออกกำลังกาย 




ที่มา : ศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี