8.27.2558

โรคออฟฟิศซินโดรมคืออะไร ไปดูกันค่ะ


ความเร่งรีบของสังคมเมือง และความเจริญก้าวหน้าของโลกทำให้ชีวิตมีการแข่งขันกันมากขึ้น ต้องทำงานหนัก เพื่อให้มีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย เมื่อทำงานหนักมากขึ้นอาจส่งผลให้เป็น “โรคติดงาน (Workaholic)” หรือ “โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)” ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า “โรคบ้างาน” พบได้มากในสังคมไทยแล้ว

โรคบ้างานมักเกิดกับผู้ที่มีบุคลิกเป็นคนสมบูรณ์แบบ เจ้าระเบียบ ชอบแข่งขัน มีความทะเยอทะยาน เอาจริงเอาจัง มีความสุขจากการทำงาน และมีจิตใจคิดวนเวียนอยู่กับการทำงาน


5 อาการออฟฟิศซินโดรมที่พึงระวัง!




1. อาการปวดตึงที่คอ บ่า และไหล่

หนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ มักมีอาการปวด ตึง บริเวณคอ บ่า และไหล่ บางรายอาจมีอาการปวดเกร็งจนอาจหันคอ ก้ม หรือเงยไม่ได้ก็มี…ที่อาการเบาหน่อยก็อาจจะแค่ปวดคอ บ่า ไหล่ และบริเวณสะบักหลัง หากคุณมีอาการใดอาการหนึ่งเหล่านี้ ควรบำบัดด้วยการไปนวดคลายกล้ามเนื้อด่วนเลย อย่าปล่อยทิ้งไว้นานๆ เพราะหากอาการหนักขึ้นจะบำบัดรักษายากขึ้นตามไปด้วย ใครที่ลองไปนวดแล้วไม่หาย แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจะดีที่สุด

2. อาการยกแขนไม่ขึ้น

อาการนี้เกี่ยวเนื่องมาจากข้อแรก ซึ่งจะมีอาการปวดตึงกล้ามเนื้อตั้งแต่คอ บ่า จนถึงไหล่ และร้าวลงไปที่แขน จนเป็นเหตุให้ยกแขนไม่ขึ้น เนื่องจากว่ามีพังผืดมาเกาะที่บริเวณสะบักและหัวไหล่นั่นเอง และบางรายอาจมีอาการชาไปที่มือหรือนิ้วมือด้วย…ใครที่มีอาการแบบนี้ควรบำบัดด้วยการไปให้แพทย์แผนไทยกดจุดเพื่อทำการสลายพังผืด หรือประคบร้อนเพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนที่เป็นพังผืดแข็งตึงให้อ่อนตัวลงและคลายความปวดลง อาการก็จะดีขึ้น

3. อาการปวดหลัง

เป็นอีกหนึ่งอาการยอดฮิตของออฟฟิศซินโดรมเลยล่ะ เกิดจากการที่เรานั่งทำงานติดต่อกันนานๆ หรืองานที่ต้องยืนนานๆ โดยเฉพาะคุณสาวๆ ที่ต้องใส่รองเท้าส้นสูงตลอดทั้งวันด้วยแล้ว ยิ่งเกิดอาการปวดหลังได้ง่าย การยกของหนักเป็นประจำหรือการออกกำลังกายหักโหมเกินไปก็เป็นสาเหตุให้ปวดหลังได้เช่นกัน โดยอาจเกิดอาการเคล็ด ขัด ยอก หรือปวด ตึง กล้ามเนื้อบริเวณหลัง จนบางรายอาจไม่สามารถเอี้ยวหรือบิดตัวได้ แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์แผนไทยหรือแพทย์เฉพาะทางเพื่อบำบัดแก้ไขอาการเหล่านี้ให้หมดไป

4. อาการปวดและตึงที่ขา

เกิดจากการนั่ง เดิน หรือยืนนานๆ จนทำให้ปวดตึงกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทั่วทั้งขา บางรายปวดร้าวไปที่เข่าและข้อเท้าก็มี ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากการใช้งานขาหนักทุกวันจนเกิดอาการล้าสะสม ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานๆ โดยไม่ได้รับการบำบัดแก้ไข อาจทำให้เกิดอาการปวดร้าวและอาการชาลงไปที่บริเวณเท้าและปลายนิ้วเท้าได้ ทางที่ดีแม้มีอาการเพียงเล็กน้อยก็ควรรีบทำการบำบัดโดยด่วน!

5. อาการปวดศีรษะ

ในแต่ละวันคนทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่จะเกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว จนทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ บางรายอาจเกิดจากการทำงานหนักเกินไป หรือต้องเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ตลอดเวลา เมื่อเกิดอาการปวดศีรษะขึ้นมา คนส่วนใหญ่จะแก้ไขด้วยการกินยาแก้ปวด บางรายอาจกินติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งอาการปวดศีรษะก็จะหายไปชั่วคราว แต่อาจกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ดังนั้น หากคุณมีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คและหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไร และรีบรักษาให้หายเสียแต่เนิ่นๆ แล้วคุณจะมีความสุขกับชีวิตมากยิ่งขึ้น



ติดตามวิธีสร้างภูมิคุ้มกันโรคออฟฟิศซินโดรมได้ในตอนต่อไปค่ะ

Cr. http://club.sanook.com

-------------------------------------------------------------------------

 OSIM uMagic

OSIM uMagic : World’s 1st Magic Hands Massage Technology

Click - Here - For Information





8.20.2558

ปวดตึงที่คอและไหล่มองข้ามไม่ได้นะคะ

         ชาวออฟฟิศทั้งหลาย ถ้านั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์มานานหลายปีแล้วคงต้องมีอาการปวดคอ ปวดไหล่กันบ้างล่ะ ซึ่งหลายคนก็ใช้วิธีหาครีมมานวดเพื่อจะได้รู้สึกผ่อนคลายหายปวด แต่คุณหมอเขาบอกมาว่า อาการปวดตึง ปวดไหล่ ถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก

       
         กลุ่มคนที่เสี่ยงต่อออฟฟิศซินโดรม เมื่อก่อนพบมากในกลุ่มคนวัยทำงานทั้งเพศชายและหญิง ช่วงอายุ 20-30 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันพบในกลุ่มคนช่วงอายุตั้งแต่ 15 ปีเป็นต้นไป ซึ่งได้แก่ กลุ่มนักเรียนและนักศึกษาที่มีพฤติกรรมไม่ค่อยออกกำลังกาย และมีไลฟ์สไตล์แบบเดิมซ้ำ ๆ เช่น อ่านหนังสือ นั่งเรียน หรือใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ เฉลี่ย 2-6 ชั่วโมง/วัน


          หลายคนอาจจะชะล่าใจว่าอาการที่พบเบื้องต้น เช่น การปวดตึงที่คอ บ่าและไหล่ การปวดหลัง หรือปวดศีรษะ เป็นอาการที่ไม่ได้ร้ายแรงมาก แต่อาการเบื้องต้นเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคนอนไม่หลับ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคเซ็กส์เสื่อม โรคข้อและกล้ามเนื้ออักเสบ รวมถึงปัญหาด้านฮอร์โมนต่าง ๆ



          อย่างไรก็ตาม วิธีป้องกันและบำบัดอาการออฟฟิศซินโดรมง่าย ๆ เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำเดิม ๆ และออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น บริหารคอด้วยการก้มเงยและหมุนคอ ยืดกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ ท่าละ 5-10 ครั้ง 10-30 วินาที ประมาณวันละ 2 รอบ เพื่อให้ร่างกายได้มีการเคลื่อนไหว ไม่เป็นแหล่งบ่มเพาะอาการออฟฟิศซินโดรมต่อไปในอนาคต


-------------------------------------------------------------------------

 OSIM uMagic

OSIM uMagic : World’s 1st Magic Hands Massage Technology

Click - Here - For Information







8.13.2558

ออกกำลังกายชิล ๆ ในยามที่ขี้เกียจสุด ๆ


วันนี้เรามีวิธีลดน้ำหนักสำหรับสาวๆที่ขี้เกียจออกกำลังกายมาฝากค่ะ


          การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักไม่มีขอบเขตจำกัด ดังนั้นเราจะออกกำลังกายด้วยวิธีที่ถูกใจแบบไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องทำเป็นคอร์ส หรืออยากออกกำลังกายในบ้านก็ไม่มีใครว่าหรอก  ขอแค่ได้เคลื่อนไหวร่างกายเพิ่มการเผาผลาญสักหน่อยก็พอ และสำหรับคนที่อยากลดน้ำหนักมานาน แต่มีข้ออ้างเพราะความขี้เกียจไปออกกำลังกายสุด ๆ ลองมาทางนี้ค่ะ Huffington Post เขาแนะนำให้ทำตาม 7 ข้อนี้ แล้วจะบรรลุเป้าหมายหุ่นดีอย่างที่ฝันไว้โดยไม่ต้องฝืน

















1. ยืดเส้นยืดสาย สบาย ๆ บนเตียง
          ไม่น่าเชื่อว่าแค่เพียงยืดเส้นยืดสายแบบที่เหยียดทั้งขาและแขนออกไปจนสุดอยู่บนเตียงหรือโซฟาแบบนี้ จะถูกการันตีด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายที่บอกว่า การเหยียดตรงทั้งตัวเป็นพื้นฐานการออกกำลังกายเบื้องต้นที่สำคัญพอสมควร เพราะช่วยยืดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น อีกทั้งยังช่วยเปิดทางให้ข้อต่อและกระดูกอยู่ในจุดที่เหมาะสมกับสรีระของเราอีกด้วย ดังนั้นระบบหมุนเวียนเลือดจึงไหลเวียนในกล้ามเนื้ออย่างสะดวกมากขึ้น กล้ามเนื้อก็ฟิตเฟิร์มง่าย ๆ เพียงแต่ต้องทำเป็นประจำทุกวันนะคะ

2. โยคะเบา ๆ
          โยคะเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ต้องเคลื่อนไหวมาก แต่เผาผลาญได้เยอะ โดยคุณอาจจะหาท่าโยคะที่ไม่ซับซ้อนมาลองฝึกดู ซึ่งโยคะไม่เพียงแต่ช่วยยืดกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทุกส่วนเท่านั้น ทว่าการฝึกโยคะยังช่วยคลายความเครียด ช่วยระบบหมุนเวียนของเลือด แถมบางท่ายังลดไขมันส่วนเกินได้เจ๋งมากด้วยนะ ลองดู

3. มูฟสักนิดระหว่างโฆษณา
          ถ้ายกโซฟาหรือเก้าอี้นั่งออกไปจากห้องดูทีวีได้เลยจะดีมาก เพราะระหว่างที่ดูทีวีจะได้เคลื่อนไหวร่างกายไปด้วย หรือหากขี้เกียจขึ้นมาติดหมัด คุณอาจอาศัยช่วงเวลาที่รายการโปรดพักโฆษณามาออกกำลังกายเบา ๆ อย่างการลุกนั่ง ซิทอัพ หรือตีสคว์อช ท่าละเพียง 2-3 นาทีซึ่งจะได้ออกกำลังทั้งส่วนหลัง ต้นขา ต้นแขน หน้าท้อง แถมยังทำให้เลือดไหลเวียนคล่องมากขึ้น ผิวพรรณก็จะสดใสไปด้วย

4. เดินขึ้น-ลง บันได
          รู้ไหมคะว่าแค่เดินขึ้น-ลง บันไดวันละ 30 นาที เป็นประจำทุกวันก็จะได้เห็นถึงความแตกต่างของรูปร่างแล้วล่ะ หรืออย่างน้อย ๆ ก็เดินขึ้น-ลงบันได 3 ครั้งต่อวันโดยไม่กำหนดเวลาก็เผาผลาญแคลอรีไปได้ประมาณ 8-9 เท่า ถ้าเทียบกับการนั่งทับรอยบุ๋มเดิมของโซฟาเฉย ๆ หรือเทียบง่าย ๆ 10 ก้าวเดินขึ้น-ลงบันได ก็เผาผลาญไปได้แล้ว 1 กิโลแคลอรี

5. ทำความสะอาดบ้าน
          แค่ดูดฝุ่นก็เบิร์นไปได้แล้วถึง 123 กิโลแคลอรี ซักผ้าต่อก็เผาผลาญไปอีก 133 กิโลแคลอรี หรือจะแค่ปัด กวาด เช็ดถูก็สามารถกำจัดไขมันส่วนเกินไปได้กว่า 127 กิโลแคลอรีแล้วนะ เรียกได้ว่าได้ทั้งเฟิร์มรูปร่างพร้อมทั้งบ้านก็สะอาดน่าอยู่

6. เดินเล่นนอกบ้าน
          หากบริเวณที่พักอาศัยของคุณมีส่วนสาธารณะหรือเป็นแหล่งชุมชนที่ยังไม่เคยออกไปสำรวจเลยสักครั้ง ลองเริ่มต้นพาตัวเองเดินเล่นเรื่อยเปื่อยในระยะใกล้ ๆ หรือหากใครเลี้ยงสุนัขไว้ด้วยจะจูงเขาออกไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศก็ดีไม่น้อย นับเป็นกิจกรรมคาร์ดิโออย่างหนึ่งที่คุณจะได้กระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งบรรยากาศแปลกใหม่ที่ไม่เคยเจอก็อาจสร้างแรงบันดาลใจให้ชีวิตได้อีกหลายอย่างเลยก็ได้

7. ทำสมาธิ
          ถ้าขี้เกียจสุดติ่งจริง ๆ จนไม่อยากขยับตัวไปไหน ลองฝึกสมาธิและกำหนดลมหายใจเข้า-ออกตามสไตล์ของคุณก็ได้ เพียงแค่หาที่นั่งและมุมเหมาะสำหรับการทำสมาธิ หลับตาลงแล้วค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้า-ออก อย่างช้า ๆ มุ่งสมาธิไปที่ลมหายใจเพื่อให้ร่างกายมีจุดศูนย์รวมหนึ่งเดียว การทำสมาธิจะช่วยให้จิตใจสงบขึ้น ช่วยกำจัดความตึงเครียด ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานเป็นปกติมากขึ้น เผลอ ๆ เมื่อมีสมาธิแล้วอาจกลายเป็นคนที่มีแรงบันดาลใจและมีพลังใจอยากท­­ำนั่นโน่นนี่มากขึ้นก็เป็นได้นะ




       










อย่าคิดว่าการออกกำลังกายต้องเป็นกิจกรรมที่หนัก เหนื่อย และเรียกเหงื่อเป็นปี๊บ ๆ เสมอไป เพราะแค่กิจกรรมเบา ๆ ทั้ง 7 อย่างนี้ก็ช่วยคุณเบิร์นแคลอรีไปได้ไม่มากก็น้อย อย่างคำพูดที่บอกไว้ว่า แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกายยังไงล่ะ

Cr. health.kapook.com/view119684.html


-------------------------------------------------------------------------



OSIM uShake : เครื่องออกกำลังกายแบบสั่น เพียงแค่ 10 นาที คุณจะสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากถึง 136 แคลอรี่ การสั่นสะเทือนของเครื่องจะทำให้คุณต้องเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อประคองตัวให้ยืนอยู่บนเครื่องได้ ส่งผลให้กล้ามเนี้อแข็งแรง อีกทั้งยังไปเพิ่ม Metabolism ทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายจึงถูกกำจัดออกไป รูปร่างของคุณจึงจะค่อยๆดีขึ้น

For More Information   - CLICK -




8.06.2558

9 วิธี แก้โรคนอนไม่หลับ

ในปัจจุบัน โรคนอนไม่หลับเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ในทุกๆคน หากเป็นนาน ๆ เข้า ก็อาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ตื่นเช้ามาทำงานสมองก็ไม่สดใส จึงไม่แปลกใจว่าบางคนต้องหันไปใช้ยานอนหลับเพื่อให้ตัวเองได้พักผ่อนกันเลยทีเดียว เรามี 9 วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยกำจัดความทุกข์ตอนนอนมาบอกค่ะ








1. งดเครื่องดื่มกาแฟ เป็นที่ทราบกันว่าคาเฟอีนมีสารกระตุ้นที่ทำให้นอนไม่หลับ แต่รู้ไหมว่าสารดังกล่าวยังตกค้างอยู่ในร่างกายอีกด้วย?  ดังนั้นทางที่ดี คือ กำจัดมันออกไปจากอาหารที่คุณกินหรืองดดื่มคาเฟอีนตั้งแต่มื้อเที่ยงเป็นต้นไป อย่าลืมคาเฟอีนที่ซ่อนอยู่ในน้ำอัดลม และของว่างต่าง ๆ เช่น โค้ก ช็อกโกแลต เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นอนไม่หลับ อ่านฉลากข้างกระป๋อง และข้างถุงผลิตภัณฑ์ให้ละเอียด ดื่มชาสมุนไพร เช่น ชาคาโมมาย์ล หรือชาดอกมะนาว ที่ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายแทนชาหรือกาแฟ เนื่องจากในชาทั้งสองชนิดนี้มีสารที่ช่วยให้จิตใจสงบเยือกเย็น และปลอดคาเฟอีน






2. อาบน้ำก่อนนอน การแช่ตัวในน้ำอุ่นก่อนนอน จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายจากความเครียดทั้งปวง แต่อย่าแช่น้ำนานเกินไป เพราะแทนที่จะหายเครียดกลับเครียดหนักขึ้น เนื่องจากการแช่ตัวในน้ำร้อนนานเกิน จะทำให้ผิวสูบเสียความชุ่มชื่น ดูไม่มีชีวิตชีวา เพื่อช่วยให้หลับสบาย อย่าลืมหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ 2-3 หยด ลงในน้ำที่อาบ หรือจะใช้น้ำนมอาบน้ำ






 3. จัดห้องให้น่านอน แปลงโฉมห้องนอนให้เป็นที่ที่คุณอยากใช้เวลาอยู่นานๆ จัดข้าวของที่ระเกะระกะให้เข้าที่ ทำห้องให้มีกลิ่นหอมด้วยการวางถุงกลิ่นลาเวนเดอร์ และแจกันดอกไม้สด จัดห้องนอนให้มีแสงสลัว ๆ โปร่ง และอากาศถ่ายเทได้ดี หาอะไรปิดส่วนที่เรืองแสงของนาฬิกาปลุก ซึ่งนอกจากจะให้แสงสว่างเป็นพิเศษแล้ว ยังทำให้เราหันความสนใจไปที่นาฬิกาตลอดทั้งคืน ตั้งเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิพอเหมาะ ประมาณ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้ห้องเย็นสบายกำลังดี






4. สมุนไพรพึ่งได้  มีสมุนไพรหลายตัว โดยเฉพาะสมุนไพรจีนช่วยคลายเครียด ทำให้นอนหลับได้ดี เช่น ถั่งเฉ้า มีลักษณะเป็นแท่งยาว ๆ มีสีเหลืองเป็นมันเงา ประกอบด้วยวิตามินบี 12 โปรตีน กรดไขมัน ทั้งอิ่มตัว และไม่อิ่มตัว มีสรรพคุณช่วยระงับประสาท ทำให้นอนหลับสนิท พุทราจีน เป็นผลไม้บำรุงสุขภาพที่ดีของคนจีน สามารถกินได้ทั้งสดและแห้ง แก้อาการนอนไม่หลับ เนื้อในเมล็ดช่วยผ่อนคลายประสาท ทำให้นอนหลับสบาย โสม จัดเป็นสมุนไพรจีนที่ใช้รักษาโรคมากกว่า 2,000 ปี สารไบโอแอคทีฟ (bioactive) ในโสมช่วยแก้โรคนอนไม่หลับ และรักษาโรคความจำเสื่อม ลดความเครียด ดอกไม้จีนหรือจำฉ่ายเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับลิลลี่ เกสรดอกไม้จีนมีสรรพคุณช่วยบำรุงประสาท ช่วยให้ผ่อนคลาย ทำให้สดชื่น และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อน ๆ จึงช่วยให้หลับสบาย







  5. ยืดเส้นยืดสาย คนที่เคลื่อนไหวร่างกายขณะทำงานในระหว่างวัน จะมีปัญหาในการนอนน้อยกว่าคนที่นั่งปักหลักอยู่กับโต๊ะทำงาน การออกกำลังกายแค่วันละ 15 นาที จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจน ทำให้ผ่อนคลาย และนอนหลับง่ายขึ้น ระหว่างวันควรออกไปเดินเล่นในสวน หรือเดินยืดเส้นยืดสายหลังอาหารเย็น หลังเดินออกกำลังแล้ว ให้พักประมาณครึ่งชั่วโมง จึงค่อยเข้านอน ทั้งนี้เพื่อให้อัตราการเต้นหัวใจและร่างกายทำงานช้าลงก่อนถึงจะสามารถเข้านอนได้





6. กินอย่างถูกต้อง การเข้านอนขณะท้องหิว หรืออิ่มแปล้จะไปรบกวนการนอน ซึ่งรวมถึงการกินอาหารก่อนนอนด้วย ไม่ควรกินอาหารเย็นหลัง 2 ทุ่ม และถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเหลี่ยงโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เพราะจะเป็นเหมือนยาชูกำลังที่ไปกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมน ที่ทำให้ร่างกายเกิดความคึกคัก กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้ง อาหารเย็นควรเป็นข้าว มันฝรั่ง พาสต้า ผัก ที่มีรากเป็นลำต้นใต้ดิน ถั่วต่าง ๆ อาหารเหล่านี้ทำให้ร่างกายผลิตเซโรโตนิน ที่ช่วยในการนอนหลับ






7. เอนตัวลงและทำจิตใจให้ผ่อนคลาย เปิดเพลงทำนองเบาๆ ฟังสบายๆ ขณะนอน หรือจะเปิดเทปบันทึกเสียงธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกสงบ เยือกเย็น เช่น เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ปิดไฟในห้องนอน นอนซุกตัวใต้ผ้าห่ม ปล่อยให้เสียงนั้นขับกล่อมคุณ จากนั้นหายใจลึกๆ ช้าๆ เพ่งสมาธิไปที่แขนขาแต่ละข้าง โดยเริ่มจากที่เท้า จินตนาการว่าแขนขานั้นจมหายลงไปในเตียง ควรใช้เครื่องเล่นเทป หรือซีดีที่ปิดเองอัตโนมัติ เพราะจะได้ไม่ต้องลุกขึ้นมาปิดเวลาเคลิ้มๆ ใกล้จะหลับ






8. ลุกขึ้นเดิน หากตื่นขึ้นกลางดึก และไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ภายใน 30 นาที จงลุกขึ้น อย่านอนกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา รอเวลาจนเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น เพราะนั่นจะทำให้รู้สึกหงุดหงิด อย่าเปิดทีวี อ่านหนังสือ หรือนั่งบนเตียงคิดเรื่องที่ยังติดค้างอยู่ในสมอง แม้นั่นจะเป็นวิธีฆ่าเวลายามนอนไม่หลับ แต่ไม่ควรทำ คุณจำเป็นต้องฝึกให้ร่างกายรับรู้ว่าเตียงนอนใช้เป็นที่สำหรับนอน แม้ว่าสิ่งที่คุณทำบนเตียงจะเป็นกิจกรรมสบายๆ ประเภทดูหรือฟังก็ตาม เพราะนั่นสามารถเข้าไปกระตุ้น หรือรบกวนจิตใจได้ หากตื่นขึ้นกลางดึก ให้ลุกจากเตียงไปเอนหลังบนโซฟา หรือเก้าอี้ตัวโปรดที่นั่งสบายๆ หลับตาลง ทำจิตใจให้สบายจนรู้สึกง่วงแล้วจึงค่อยลับไปนอนที่เตียง








9. มหัศจรรย์แห่งนม ตอนเด็กๆ แม่จะให้เราดื่มนมอุ่นๆ ก่อนนอน เพราะในนมมีกรดอะมิโนที่เรียกว่าทรัยป์โตฟาน ช่วยให้นอนหลับสบาย และยังมีแคลเซียมสูง ช่วยผ่อนคลายประสาท ทำให้จิตใจสบาย บางคนบอกว่าการดื่มนมอุ่นๆ ช่วยคลายเครียด และหายอ่อนเพลีย จากการศึกษาวิจัยพบว่า เมลาโทนิน (melatonin) ช่วยให้นอนหลับ โดยเฉพาะนมที่รีดจากแม่วัวตอนเช้ามืด เพราะเป็นช่วงเวลาที่นมวัวมีเมลาโทนินสูงสุด



Cr. http://guru.sanook.com/6036/



---------------------------------------------------------------------------



 uGalaxy

OSIM uGalaxy : เครื่องนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตา

ผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตาด้วยการนวดที่ให้ความรูสึกผ่อนคลายและเบาสบายจากการใช้สายตามาตลอดทั้งวัน..











8.04.2558

เครื่องนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบตาอันแรกของโลกที่อาศัยหลักการ Mood Light

   




uGalaxy : เครื่องนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตา







ในแต่ละวัน เราต้องใช้สายตาอย่างหนักในการดำเนินชีวิต อาทิเช่น การจ้องมองจอคอมพิมเตอร์เป็นเวลานาน การอ่านเอกสารต่างๆ หรือแม้กระทั่งในการขับรถ ส่งผลให้สายตามีอาการเมื่อยล้า ซึ่งอาจทำให้เกิดความตึงเครียดจากความเมื่อยล้าจนส่งผลให้นอนไม่หลับได้ 




 

uGalaxy ของเราเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว  โดยการนวดผ่อนคลายรอบดวงตาที่มากับอุณหภูมิที่อุ่นจากแว่น รวมถึงเสียงเพลงที่จะคลอไปตลอดระยะเวลาที่คุณนวด คุณจะรู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายรอบๆดวงตา ช่วยบรรเทาอาการปวดศรีษะและทำให้นอนหลับดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ถุงใต้ตามีขนาดเล็กลงด้วย



Scientifically-proven mood light to regulate our bodies' inner rhythms
มีผลการวิจัยระบุว่า แสงมีผลต่ออารมณ์ โปรแกรม Relax, Balance, Energize ที่ถูกออกแบบมากับ uGalaxy จะทำให้คุณคลายความเมื่อยล้า สมองปลอดโปร่งหายเครียด และคุณจะนอนหลับได้ดีขึ้น




Acupressure massage with enhanced temple coverage for effective relief

uGalaxy จะมีถุงลมสำหรับนวดกดจุดอยู่ทั่วทั้งอัน ช่วยให้สามารถบรรเทาอาการปวดศรีษะ ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายอีกทั้งยังช่วยคลายความอ่อนเพลียจากกิจวัตรประจำวันของคุณด้วย


Vibration massage and soothing warmth
การสั่นสะเทือนที่มาพร้อมกับความอบอุ่น
การนวดด้วยระบบสั่นสะเทือนที่มาพร้อมกับอุณหภูมิที่่ให้ความอบอุ่นต่อดวงตาส่งผลให้ระบบโลหิตไหลเวียนได้ดี

 



 

Relaxation music via built-in audio speakers
เสียงเพลงเพราะๆที่มาจาก uGalaxy จะทำให้ผ่อนคลายหายเครียด คุณจะนอนหลับได้ดีขึ้น





 


uGalaxy ถูกออกแบบมาตามหลักสรีรศาสตร์ สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย มีสายรัดที่ปรับระดับและกรอบแว่นที่สามารถงอได้ ช่วยให้สะดวกสบายในการสวมใส่




uGalaxy คือนวัตกรรมใหม่ที่จะทำให้การพักผ่อนของคุณเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง....


for more information 





7.30.2558

5 วิธีบริหารดวงตาง่ายๆระหว่างวัน




5 วิธีบริหารดวงตาง่ายๆระหว่างวัน


ดวงตาเป็นอวัยวะที่คนเราใช้งานหนักที่สุด เราใช้สายตาตลอดทั้งวันตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเวลาเข้านอน ระหว่างวัน เราต้องใช้สายตาในการจ้องมองสิ่งต่างๆมากมาย เช่น จอคอมพิวเตอร์ มือถือ แทปเล็ต เอกสารต่างๆ เป็นต้น เรามีวิธีที่สามารถช่วย ฟื้นฟูดวงตาจากความเมื่อยล้า รวมทั้งอาการปวดตาที่ทำได้ง่ายๆมาฝากค่ะ



1. ประคบดวงตาด้วยฝ่ามือ: ท่าแรกเริ่มกันง่ายๆ ในขณะที่คุณนั่งทำงานอยู่ แล้วรู้สึกล้าสายตาขึ้นมาให้ถูฝ่ามือทั้งสองข้างพอให้เกิดความร้อนหน่อยๆ จากนั้นหลับตา แล้วทำมือเป็นรูปทรงคล้ายถ้วย มาประคบ
ดวงตาทั้งสองข้างทิ้งไว้สักครู่ ให้ไออุ่นจากฝ่ามือคลายกล้ามเนื้อบริเวณดวงตาที่เครียดเกร็งจากการเพ่งจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานๆ



2. กะพริบตาทุก 4 วินาที: สาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกเพลียสายตา และทำให้ตาแห้งแสบก็เป็นเพราะเราไม่ยอมกะพริบตานั่นเอง ยิ่งในขณะที่ใช้สมาธิทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะลืมกะพริบตาโดยไม่รู้ตัวกันเลยทีเดียว ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ตาแห้ง จนต้องเพ่งสายตาทำงานมากขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำว่าควรกะพริบตาทุกๆ 4 วินาที




3. กลอกตาทุกๆ ชั่วโมง: อีกท่าบริหารสายตาง่ายๆ เพียงแค่หลับตา แล้วกลอกตาเป็นวงกลมประมาณ 1 นาทีเป็นอย่างต่ำ นอกจากจะเป็นการพักเบรกสายตาจากแสงและรังสีของคอมพิวเตอร์แล้ว ท่าบริหารท่านี้ยังเหมือนการนวดดวงตาให้คลายความเกร็งได้อีกด้วย


4. กวาดสายตาระยะไกล: ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ให้คุณบำรุงสายตาด้วยการถอยห่างออกจากจอคอมพิวเตอร์เท่าที่จะทำได้ และปรับระยะโฟกัสสายตาด้วยตัวเองบ่อยๆ โดยวิธีก็แค่ถอยออกไปอยู่หน้าประตูห้อง หรือมุมไหนของห้องก็ได้ที่จะทำให้คุณมองเห็นภาพรวมของห้องกว้างที่สุด แล้วกวาดสายตามองสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในห้องเป็นแนววงกลม อาจจะไล่มองจากทีวี โซฟา โต๊ะทำงาน หน้าต่าง โมบาย หรืออื่น ๆ เป็นต้น แค่นี้ก็เหมือนได้ยืดเส้นยืดสายให้กล้ามเนื้อตาได้เยอะแล้วล่ะ




5. ซิทอัพดวงตา: ในคราวที่รู้สึกปวดตาจนร้อนกระบอกตาผ่าว ให้คุณหลับตาลงแล้วเหลือบตาขึ้น - ลงสักพัก จากนั้นลืมตาขึ้นแล้วกวาดสายตามองผ่านๆ ประมาณ 1 นาที เสร็จแล้วเริ่มยกใหม่อีกครั้ง แต่คราวนี้ให้หลับตาแล้วเหลือบตาไปด้านซ้าย - ขวา ประมาณ 1 นาที จากนั้นลืมตาขึ้น แล้วมองผ่านๆ อีกรอบ เว้นระยะห่างสัก 2 - 3 นาที แล้วเริ่มบริหารตาใหม่อีกครั้ง สามารถทำไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น
เพราะว่าดวงตานั้นเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่เราควรทะนุถนอมและดูแลเป็นอย่างดี การดูแลดวงตาที่ดีที่สุดนั้น ไม่ใช่การใช้งานดวงตาหนักๆ แล้วค่อยมาหาวิธีผ่อนคลาย แต่ควรเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานดวงตาในแต่ละวัน จากหนักให้เบาลง เพื่อยืดคุณภาพของดวงตาให้อยู่กับเราไปนานๆ

Cr. : http://www.thaihealth.or.th/
        http://health.kapook.com/

 uGalaxy


uGalaxy : แว่นนวดรอบดวงตาอัจฉริยะ



 OSIMThai




7.23.2558

ทราบหรือไม่คะว่า การนั่งอยู่กับที่นานๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากมาย...



คุณๆทั้งหลายทราบหรือไม่คะว่า การนั่งทำงานอยู่กับที่นานๆ ติดต่อกันหลายชั่วโมง ส่งผลเสียต่อสุขภาพ โรคภัยรุมเร้า เสี่ยงพิการ แต่การเปลี่ยนอิริยาบถทุก 20 นาที จัดท่านั่งให้เหมาะสม รวมถึงการออกกำลังกาย สามารถลดปัจจัยเสี่ยงของโรคได้

การนั่งนาน ๆ นั้นจะทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนออกจากขาขึ้นมาสู่หัวใจได้ ทำให้เส้นเลือดดำในขาและเท้ามีความดันโลหิตสูงตลอดเวลา และเมื่อผนังของเส้นเลือดดำได้รับแรงดันสูงตลอดเวลา โปรตีนและของเหลวบางชนิดอาจรั่วไหลไปยังเนื้อเยื่อจนส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้ นอกจากนี้จากการไหลเวียนของเลือดที่ขาลดลง ยังสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตันของเส้นเลือดได้อีกด้วย เช่น โรคหลอดเลือดดำอุดตัน (DVT) เป็นต้น

นอกจากปัญหาด้านการไหลเวียนของเลือดแล้ว การที่เรานั่งทำงานอยู่กับที่เป็นเวลานานหลายชั่วโมงติดต่อกันนั้น ยังสามารถนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพร้ายหลายหลายประการอีกด้วย

1. น้ำตาลในเลือดสูง  
การนั่งนานเกินไปโดยไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลานาน อาจทำให้เราเกิดการต่อต้านอินซูลินได้ และนำเราไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ จะสามารถช่วยเพิ่มระดับการทำงานของอินซูลินที่กระทำต่อกลูโคส และช่วยระบบกล้ามเนื้อได้



 2. ท้องผูก
การที่เราไม่เคลื่อนไหวเป็นเวลานานนั้นจะทำให้เราเกิดอาการท้องผูกได้ เพราะเมื่อเรานั่งนาน ๆ จะส่งผลให้การบีบหดตัวของลำไส้ลดลง เป็นผลให้อุจจาระแห้งแข็งและถ่ายออกได้ยาก และอาการนี้จะเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหากมีการนั่งอยู่กับที่นาน ๆ อย่างไรก็ตาม เราสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการออกกำลังกายเบา ๆ สัก 10 นาทีต่อวัน เช่นการเดินบันไดขึ้นลงในที่ทำงาน





 3. ปวดศีรษะ  การที่เรานั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงานเป็นเวลานาน จะทำให้ศีรษะ คอ หลัง และไหล่ของเราเกิดการงอตัวเป็นรูปตัว C ซึ่งจะทำให้เราเกิดอาการปวดศีรษะได้ นอกจากนี้ การงอตัวนี้ยังส่งผลกระทบต่อไหล ทำให้มีอาการปวดไหล่ ไหล่แข็ง หรือเคลื่อนไหวได้น้อยลงอีกด้วย

ท่านั่งที่ดีนั้นควรจะนั่งให้บั้นท้ายชิดส่วนในสุดของเก้าอี้ หลังติดพนักพิง และเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อที่หลังส่วนกลางและส่วนบนนั้น สามารถทำได้ด้วยการเอื้อมมือทั้ง 2 ข้างไปจับกันไว้ด้านหลัง เพื่อช่วยกู้คืนลักษณะการขดตัวรูปตัว C โดยให้ทำในทุก ๆ ชั่วโมงของการทำงาน




4. หัวเข่าเสื่อม  
เราอาจจะคิดว่าโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะเกิดขึ้นในคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำมากกว่าแต่ผู้เชี่ยวชาญได้เผยว่า การนั่งนานเกินไปนั้นยังมีส่วนเชื่อมโยงสู่อาการหัวเข่าเสื่อมเช่นกัน เพราะการไม่ได้เคลื่อนที่เป็นเวลานานนั้นได้นำไปสู่โรคอ้วน และมวลของร่างกายที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลให้เกิดความดันที่ข้อต่อมากขึ้น นอกจากนี้การไม่ได้ใช้งานกล้ามเนื้อเป็นระยะเวลานานยังอาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงอีกด้วย





5. มะเร็งลำไส้ใหญ่
นักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ออสเตรเลีย พบว่า ผู้ที่ทำงานประจำเป็นเวลานานกว่า 10 ปี มีโอกาสที่จะเกิดเนื้องอกที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายมากกว่าถึง 2 เท่า และ 44% ของผู้ป่วยก็มีโอกาสพัฒนากลายมาเป็นมะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยอีกหลายประการเช่นกันที่จำทำให้ผู้ที่นั่งติดเก้าอี้นาน ๆ เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่



หากคุณจำเป็นต้องนั่งอยู่กับที่หรือต้องนั่งทำงานอยู่กับคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน  ลองเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ดูค่ะ โดยใน ทุกๆ 1 ชั่วโมงให้เราลุกขึ้นเคลื่อนไหวร่างกายประมาณ 2 นาที วิธีง่ายๆ คือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อให้ในทุกๆ ชั่วโมง ต้องไปเข้าห้องน้ำ ทั้งยังช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ และมีการไหลเวียนของโลหิตที่ดีอีกด้วย


การใช้เวลา 2 นาทีในทุกชั่วโมงถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่หากเราต้องการมีสุขภาพดีขึ้นไปอีกให้เราเคลื่อนไหวร่างกายประมาณ 2 ชั่วโมงทุกวันหรือออกกำลังกายวันละ 4 ชั่วโมงไปเลย เพราะการกระทำเหล่านั้นจะทำให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงและปราศจากโรคภัย ให้เราเริ่มต้นทำเสียตั้งแต่วันนี้ ลุกขึ้นเดิน เคลื่อนไหวร่างกาย และวิ่ง เพื่อการมีสุขภาพที่ดี พยายามหาโอกาสในแต่ละวัน เช่น ยืนขึ้นในขณะประชุม หรือยืนทำงานบ้าง พยายามเดินประมาณ 5 นาทีในทุกชั่วโมง    




สิ่งที่สำคัญอีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือการออกกำลังกาย แม้ว่าเราจะยืนและเดิน เคลื่อนไหวร่างกาย แต่การออกกำลังกายก็ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญ และทำให้มีสุขภาพดี พยายามออกกำลังอย่างน้อยวันละ 30 นาทีตลอดทั้ง 5 วัน พร้อมกับการยืน เดิน เคลื่อนไหวในทุกๆ 1 ชั่วโมง ดังที่กล่าวไปแล้วด้วย ควบคู่กันไปด้วย

วิธีออกกำลังกายง่ายๆในที่ทำงานสามารถทำได้ดังนี้

1. ยืนขึ้นและใช้มือขวา แตะที่นิ้วเท้าด้านซ้าย และทำสลับกันทั้งสองข้าง
2. วิ่งเหยาะๆอยู่กับที่ประมาณ 60 วินาที ย่อเข่าขึ้นและลง สำหรับผู้เริ่มฝึกใหม่ให้ใช้วิธีย่ำเท้าอยู่กับที่
3. ทำท่าเหมือนกระโดดเชือกอยู่กับที่ นั่งบนส้นเท้า เอามือไปแตะที่นิ้วเท้าข้างหน้าสลับไปมา
4. ยกมือทั้ง 2 ขึ้นเหนือศีรษะประมาณ 30 วินาทีแล้วใช้มือแตะที่พื้น ทำท่านี้ประมาณ 3-5 ครั้ง
5. เดินอย่างเร็วรอบๆห้องทำงานหรือห้องประชุม 2-3 รอบ
6. เดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟท์ โดยทำประมาณ 5-7 ครั้งต่อวัน  



การเคลื่อนไหวร่างกายไม่เพียงแต่ช่วยให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บแต่ยังช่วยลดความเครียด และทำให้สมองแจ่มใส ช่วยให้เรากลับมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ





www.kapook.com
www.thaihealth.or.th


 www.osim.com         

Review uSqueez Air : บูทมหัศจรรย์



ในแต่ละวัน เราใช้งานร่างกายในการดำเนินกิจวัตรประจำวันอย่างหนัก โดยเฉพาะ ขาและเท้า  คงยอดเยี่ยมมาก หากคุณมีเครื่องนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อขาและเท้าเป็นตัวช่วยหลังจากเสร็จสินภาระกิจในแต่ละวัน


uSqueez Air : บูทมหัศจรรย์ นวัตกรรมใหม่จาก Osim เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่ผสมผสานการนวดกดจุดใต้ฝ่าเท้า และการนวดผ่อนคลายที่ครอบคลุมทั้งขามารวมกันเพื่อฟื้นฟูสุขภาพเท้าที่ดีของคุณและคนในครอบครัว







ประสบการณ์ตรงจากผู้ที่ใช้งาน.



คุณเรืองยศ โพธินาม : พนักงานบริษัท
ด้วยความที่คุณเรืองยศมีคุณแม่ที่มีสุขภาพขาและเท้าไม่ค่อยจะดีนัก เวลาจะเดินไปใหนก็ไม่สะดวกต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง คุณเรืองยศจึงมองหาเครื่องนวดเท้าซักอันที่อาจจะช่วยให้สุขภาพขาและเท้าของคุณแม่ดีขึ้น จนมาพบเข้ากับ uSquees Air
จากการใช้งานอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลา 1 เดือน คุณแม่ของเค้ามีสุขภาพขาและเท้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถเดินไปใหนมาใหนเองได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า อีกทั้งคนในบ้านยังมีความสุขในการใช้ uSquees Air ผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินมาตลอดทั้งวัน

คุณสิริกาญ : พนักงานบริษัท
ด้วยความที่คุณสิริการจน์ต้องทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่บ้านกับคุณแม่ เธอจึงมองหาอะไรซักอย่างที่มีประโยชน์เพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่คุณแม่ของเธอ uSquess Air เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ของเธอในที่สุด ความรู้สึกหลังจากที่คุณแม่ได้ใช้งาน uSquess Air มาเป็นเวลา 1 เดือน เธอรู้สึกพึงพอใจและมีความสุขมาก หลังจากที่เธอเมื่อยล้าจากกิจกรรมต่างๆมาทั้งวัน เธอใช้เวลาช่วงพักผ่อนนั่งดูทีวีควบคู่ไปกับการใช้งาน uSquess Air ไปพร้อมๆกัน เธอรู้สึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อขาและเท้า เลือดไหลเวียนดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เธอนอนหลับสบายกว่าเดิมด้วย

คุณพิสิทธิ์
คุณพิสิทธิ์และภรรยา ทั้งคู่ชื่นชอบการนวดเป็นชีวิตจิตใจ ในหนึ่งเดือน ทั้งคู่จะต้องไปนวดที่ร้านอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยภรรยาชอบนวดขาและเท้าเป็นพิเศษ เมื่อทั้งคู่ได้สัมผัสและซื้อเครื่อง uSquess Air กลับไปใช้งานที่บ้าน ทั้งคู่พึงพอใจในการใช้ uSquess Air เป็นอย่างมาก โดยไม่ต้องไปใช้บริการร้านนวดอีกเลย









7.16.2558

ผู้หญิงที่เราเรียกว่า "แม่"




คงไม่มีผู้หญิงคนใดที่ตั้งใจทำในสิ่งที่เราร้องขอได้ทุกอย่าง 

คงไม่มีผู้หญิงคนใดที่สามารถเสียสละให้เราได้ทุกอย่าง 

คำที่เราเรียกผู้หญิงคนนั้นก็คงหนีไม่พ้นคำว่า...

แม่...ผู้หญิงที่สวยที่สุดของเรา










กว่า 9 เดือนที่ "แม่" ต้องคอยดูแลประคบประหงมทารกน้อยที่นอนหลับอย่างสบายอยู่ในครรภ์ของเธอ ต้องอดทนสารพัด ไม่ว่าจะการแพ้ท้อง ปวดหลัง เดินเหินไม่สะดวก อยากทานอะไรตามใจก็ไม่ได้ ต้องนึกถึงลูกที่อยู่ในท้อง






"แม่"คอยประคับประคองลูกตั้งแต่ยังแบเบาะ จากนาทีเป็นชั่วโมง จากชั่วโมงเป็นวัน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี คอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ สอนเดิน สอนพูด คอยดูแลเวลาลูกน้อยไม่สบาย เสียสละเวลาส่วนตัวทั้งหมดให้แก่ลูก







หลายๆครั้ง ที่แม่ต้องเสียใจกับการกระทำของลูกรักที่ท่านเลี้ยงดูมา แต่ท่านก็ไม่เคยโกรธ แต่กลับสั่งสอน ให้คำแนะนำ ชี้ทางออกที่เหมาะสมให้แก่ลูก เป็นคนเพียงคนเดียวที่จะอยู่เคียงข้างลูกเสมอไม่ว่าลูกจำทำความผิดร้ายแรงแค่ใหนก็ตาม

หลายๆครั้งที่ลูกท้อแท้ หมดหวัง "แม่" จะคอยให้กำลังใจ พูดจาปลอบโยน 

"แม่" เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่คอยมอบสิ่งดีๆให้แก่ลูกโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น เสาะแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกๆ ส่งเสียให้ลูกได้เล่าเรียนจนมีความรู้เพียงพอที่จะใช้ชีวิตได้ในสังคม 

เมื่อถึงเวลาที่ลูกต้องจากอ้อมอกของแม่เพื่อไปหาความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ไม่ว่าจะไปเรียนต่อ ไปทำงาน "แม่" เป็นบุคคลที่จะคอยเป็นห่วง คอยคิดถึง คอยเฝ้ามองลูกของเธออยู่ข้างหลัง

ในวันที่ลูกประสบความสำเร็จในการเรียน มีความเจริญรุ่งเริงในหน้าที่การงาน มีชีวิตส่วนตัวที่ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น แม่เป็นคนเดียวที่จะรู้สึกยินดีกับลูกจากใจจริง


ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ลูกๆทั้งหลายจะตอบแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่ของผู้หญิงคนนึงที่รักเราจากใจจริง ผู้หญิงที่เราเรียกว่า"แม่"  เงินเดือนแต่ละเดือนที่เรามอบให้แก่ท่านคงไม่เพียงพอกับเงินที่ท่านใช้ในการเลี้ยงดูเรา มาลัยกี่ร้อยกี่พันพวง ก็คงเทียบไม่ได้กับความรักที่ท่านมีให้แก่เรา สิ่งใดๆที่เราหาไปให้ท่านก็คงไม่มีค่าไปกว่าความรักและรอยยิ้มที่ออกมาจากใจของเรา





ถึงแม้ว่าสิ่งที่เราสามารถทำให้"แม่"ได้นั้นจะไม่สามารถทดแทนบุญคุณของแม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยวที่แม่ทำให้เรา แต่มันก็สามารถทำให้ผู้หญิงคนนึงที่ขึ้นชื่อว่าเป็น "แม่" ของเรามีความสุข

ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถดูแลคุณแม่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่จะดีแค่ใหนถ้าเราสามารถมอบของขวัญเป็นสุขภาพดีๆให้แก่คุณแม่ของเรา 

วันแม่ปีนี้ มามอบสุขภาพดีๆให้แก่คุณแม่ของเรากันเถอะค่ะ


OSIM uSqueez Air : บูทมหัศจรรย์




 
อ่าน Review จากผู้ใช้งานจริงได้ ที่นี่








OSIM SPECIAL GIFT FOR MOM :

 OSIM Thai

 OSIM Thai